You need the Option Tree plugin installed for this theme!
You can get it here: Option tree

Blog

}

Viewing post details...

กรณีพ่อค้าประดับยนต์ ถูกขโมยเงินออกออกจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย เกือบ 1 ล้านบาท

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มีกระแส Social ที่ร้อนแรงมาก 1 เรื่อง ก็คือ ประเด็นที่ว่าพ่อค้าประดับยนต์ ถูกโจรกรรมเงินออกจาก K-Cyber ไปกว่า 1 ล้านบาท เนื่องจากคนร้ายสามารถเอาสำเนาบัตรประชาชาไปเปิดซิมใหม่กับ True แล้วโทรไป Call Center ของธนาคารกสิกรไทย เพื่อทำการ Reset Password ตามรายละเอียดข่าวดังนี้

 

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายพันธุ์สุธี มีลือกิจ อายุ 28 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าของร้านประดับยนต์ และครอบครัว ได้นั่งประท้วงบนถนนพระราม 1 หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทยใช้เงินที่สูญเสียไปจากกรณีถูกมิจฉาชีพใช้วิธีการติดต่อขอเปลี่ยนซิมโทรศัพท์มือถือที่ร้านทรูช้อป จากนั้นโทรศัพท์เปลี่ยนรหัสแอปพลิเคชัน K-Mobile Banking ก่อนโอนเงินทั้งหมดในบัญชีธนาคารจำนวน 986,700 บาท โดยมี พ.ต.อ.ธวัชศักดิ์ โปตระนันทน์ รอง ผบก.อก.สทส.ในฐานะนายตำรวจเวรอำนวยการเป็นผู้รับเรื่อง

kbank3

 

นายพันธุ์สุธีกล่าวว่า อยากเรียกร้องเรื่องธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น เนื่องจากมีคนร้ายไปหลอกขอรหัสผ่านแอปพลิเคชัน K-Mobile Banking โอนเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขากรุงศรีอยุธยา ไปจนหมดบัญชี โดยคนร้ายทำทีไปแจ้งทางทรูว่าซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือหายต้องการขอซิมใหม่ โดยใช้สำเนาบัตรประชาชนปลอมที่ทำขึ้นมาโดยข้อมูลในบัตรเป็นของตนแต่ภาพเป็นของคนร้าย ปกติแล้วการขอซิมการ์ดใหม่ของทรูจะต้องใช้บัตรประชาชนจริงเท่านั้น แต่ไม่ทราบว่าทางทรูทำซิมการ์ดใหม่ให้คนร้ายได้อย่างไร และตั้งแต่วันเกิดเหตุทางทรูไม่เคยติดต่อหรือแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด หลังเกิดเรื่องตนเป็นผู้ดำเนินเรื่องเองทั้งหมด จากนั้นเมื่อคนร้ายได้ซิมการ์ดใหม่ก็โทร.ไปขอรหัสผ่าน K-Mobile Banking กับคอลเซ็นเตอร์โดยใช้ข้อมูลในบัตรประชาชนของตน เมื่อได้รหัสมาคนร้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีไปจนหมดรวมทั้งสิ้น จำนวน 986,700 บาท เหลือเงินในบัญชีเพียง 58 บาท

 

“สำหรับธนาคารกสิกรไทยนั้น ผมใช้บริการธนาคารนี้มานานกว่า 5 ปี เพราะเชื่อว่าธนาคารนี้มีความมั่นคงและปลอดภัย แต่กลับต้องมาหมดตัวเพราะกรณีนี้ แต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ทางธนาคารได้ติดต่อกลับมาหาผมว่าสามารถชดใช้ได้เพียง 33% จากความเสียหายเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้ได้ส่วนที่เหลือไปให้ตามเอาเองกับทรู และคนร้าย” นายพันธุ์สุธีกล่าว และว่าโดยขณะนี้ตนได้ไปแจ้งความเอาไว้แล้วที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2559 วันเกิดเหตุ แต่ตำรวจแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินคดีได้เพราะถือว่าทางธนาคารเป็นผู้เสียหาย แต่ทางธนาคารกับทรูไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ทำให้ตนต้องเป็นคนสืบหาข้อมูลของคนร้ายเองจนขณะนี้ได้ภาพใบหน้าของคนร้าย ภาพเจ้าของบัญชีรับโอนเงินของตน และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ทรูช้อปขณะกำลังติดต่อขอซิมการ์ดใหม่

นายพันธุ์สุธีกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ากรณีของตนไม่ใช่ครั้งแรก เพราะมีผู้โดนคนร้ายกลุ่มนี้ถอนเงินออกจนหมดธนาคารมาแล้วกว่า 6 ราย แต่บางรายกลับได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารอย่างเต็มที่เพราะผู้เสียหายดังกล่าวเป็นน้องของตำรวจ แต่ตนกลับไม่ได้รับการดูแลเนื่องจากเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาคนหนึ่ง ตนจึงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมด้วยวิธีดังกล่าว เพราะหมดสิ้นหนทางในการตามเงินคืนแล้วในตอนนี้

ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย ได้ออกคำชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า 1. จากจำนวนเงินที่ลูกค้าถูกคนร้ายถอนไป เนื่องจากคนร้ายได้ข้อมูลจากลูกค้าไปทำทุจริต ธนาคารเสนอความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระของลูกค้าครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ถูกทุจริต และจะช่วยลูกค้าอย่างเต็มที่ในการติดตามตัวคนร้าย 2. ลูกค้ามั่นใจได้ว่าระบบของธนาคารมีความปลอดภัย เนื่องจากเรามีการ verify ตัวตนลูกค้าก่อนให้บริการทุกครั้ง ทั้งนี้ทางธนาคารขอแนะนำว่า ลูกค้าควรเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการ รวมถึงธนาคารจะดำเนินการในการติดต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในด้านการ verify ตัวตนลูกค้าในการออก sim ใหม่ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิด fraud รับ OTP ในการโอนเงินในครั้งนี้ (ที่มา: Manager)

 

ด้วยสาเหตุที่ True ปล่อยให้เปิดซิมใหม่ได้ง่ายเกินไป เพราะเพียงแค่ใช้สำเนาบัตรประชาชน ส่วนทางธนาคารกสิกรไทยก็หละหลวมในเรื่องของการเปลี่ยน Reset Password ที่สามารถทำได้ผ่าน Call Center ซึ่งไม่ได้ทำการ Verify ตัวตนจริงๆผ่านธนาคาร จึงเป็นผลให้ทั้ง True และธนาคารกสิกรไทยโดนต่อว่าเยอะมากบนโลก Social

 

อ้างอิงตามการเก็บข้อมูลของระบบ ThaiSentiment นั้น ในส่วนของ KBank นั้น จะเห็นว่าเฉพาะในส่วนของ Facebook KBankLive และ Twitter นั้น มีคนพูดถึงเรื่องนี้มากกว่า 2,000 ครั้ง และเป็น Negative Comment มากกว่า 200 ข้อความ

kbank1

 

โดยมีการ Spike ของ Negative Comment ช่วงวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นช่วงวันที่เกิดเรื่องพอดี

 

ถ้าเราลองย้อนกลับไปประมาณ 3 เดือน (1 มิถุนายน – 22 สิงหาคม 2559) เพื่อดูสรุปผลของ Negative Comment ของ ธนาคารกสิกรไทย ตามภาพข้างล่างนี้

kbank2

จะเห็นว่ามีการ Spike ของ Negative Comment อยู่ 3 ช่วงคือ

1. ช่วงวันที่ 11 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิด Case ธนาคารกสิกรไทยตัดเงินค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน (Link)

2. ช่วงวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็น Spike ที่ชันมาก มาจาก Case ที่มีการส่ง SMS แจ้งลูกค้าว่าได้ทำการสมัครพร้อมเพย์แล้ว ทั้งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจว่าไม่เคยสมัครมาก่อน (Link)

3. ช่วงวันที่ 18 สิงหาคม 2559 เป็นเรื่องของพ่อค้าประดับยนต์ ถูกโจรกรรมออกจากบัญชีเกือบ 1 ล้านบาท ตามข่าวข้างต้น

 

โดยผลสรุปจากแต่ละ Spike นั้น

- ในส่วนของเรื่องตัดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ทางธนาคารออกมายอมรับผิด แล้วทำการโอนเงินคืนให้ลูกค้าทุกคนเป็นที่เรียบร้อย

- ในส่วนของ SMS พร้อมเพย์ ทางธนาคารออกมายืนยันว่าระบบไม่ได้ผิดพลาด น่าจะเป็นจากลูกค้าใช้ระบบ Mobile App แล้วไปเลือกสมัครพร้อมเพย์จาก Pop Up Screen โดยไม่ได้ตั้งใจ

- ในส่วน Case พ่อค้าประดับยนต์นี้ ล่าสุดทางธนาคารออกมาแจ้งว่าจะขอรับผิดชอบค่าเสียหาย และประกาศยกเลิกการ Reset Password ผ่าน Call Center เป็นที่เรียบร้อย แต่ทางธนาคารได้เน้นย้ำด้วยว่าปัญหานี้ ไม่ได้เป็นปัญหาของการ Hack ระบบของธนาคาร แต่เป็นการ Fraud กระบวนการยืนยันตัวบุคคลและทำการ Reset Password ผ่าน Call Center ได้ ซึ่งเป็นที่มาที่ธนาคารเล็งเห็นจุดอ่อนในส่วนนี้ จึงยกเลิกการ Reset Password นั้นเอง

จากตัวอย่างนี้ เราน่าจะพอเห็นประโยชน์ของการทำ Social Monitoring ว่า สามารถช่วยให้เราเห็นภาพปรากฏการณ์ Crisis ในแต่ละครั้งในภาพรวม แล้วผลที่เกิดจาก Crisis แต่ละครั้ง Impact รุนแรงแค่ไหนบ้างครับ

 

Comments

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Open
Ventek International, Thailand.
Privacy Policies